ระยะเวลากว่า 20 ปี บริษัท เจ.เอส.ฟลาวเวอร์ จำกัด ภายใต้การนำของ “ศิลปชัย วัชระ”ได้ผลักดันตัวเองจนก้าวสู่เบอร์หนึ่งประเทศในแวดวงผลิตภัณฑ์ดอกไม้ประดิษฐ์เพื่อส่งออก ด้วยจุดเด่นเหมือนจริงอย่างน่าอัศจรรย์ ตั้งแต่รูปทรง สีสัน และรายละเอียดปลีกย่อย ทั้งหมดถือเป็นการสร้างนวัตกรรมใหม่ให้ดอกไม้ประดิษฐ์ ซึ่งเป็นกุญแจไขสู่ความสำเร็จ
Update
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ งานประดิษฐ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ งานประดิษฐ์ แสดงบทความทั้งหมด
ดอกไม้ประดิษฐ์ ใส่ไอเดียลงกระถางสร้างรายได้
By
TAI2U
|
อ่านเพิ่มเติม »
‘ป้าแต๋ว’ ได้เล่าให้เราฟังถึงจุดเริ่มต้นของร้าน ‘สมศิริ ฟลาวเวอร์’ ว่า “ตอนแรกลูกชายไปรับของพวกงานไม้ ที่แกะเป็น แจกัน เชิงเทียน ของประดับบ้านต่าง ๆ จากเชียงใหม่มาขาย แต่ดูท่าแล้วไปไม่รอด เราก็เลยลองคิดเล่น ๆ หาอะไรที่เก็บได้นาน ไม่มีวันหมดอายุ ขนส่งง่าย ซื้อได้เรื่อย ๆ มาขายดีไหม ซึ่งในซอยนั้นก็มีอุปกรณ์จัดสวนกับดอกไม้ประดิษฐ์ขายอยู่ 2 ร้าน เลยลองศึกษาหาข้อมูล จนมีโอกาสได้เจอเซลล์โรงงานผลิตที่เขามาส่งของ ทำให้ง่ายขึ้นและสามารถนำมาสานต่อกับของลูกชายได้
‘ป้าแต๋ว’ ได้เล่าให้เราฟังถึงจุดเริ่มต้นของร้าน ‘สมศิริ ฟลาวเวอร์’ ว่า “ตอนแรกลูกชายไปรับของพวกงานไม้ ที่แกะเป็น แจกัน เชิงเทียน ของประดับบ้านต่าง ๆ จากเชียงใหม่มาขาย แต่ดูท่าแล้วไปไม่รอด เราก็เลยลองคิดเล่น ๆ หาอะไรที่เก็บได้นาน ไม่มีวันหมดอายุ ขนส่งง่าย ซื้อได้เรื่อย ๆ มาขายดีไหม ซึ่งในซอยนั้นก็มีอุปกรณ์จัดสวนกับดอกไม้ประดิษฐ์ขายอยู่ 2 ร้าน เลยลองศึกษาหาข้อมูล จนมีโอกาสได้เจอเซลล์โรงงานผลิตที่เขามาส่งของ ทำให้ง่ายขึ้นและสามารถนำมาสานต่อกับของลูกชายได้
etsy ของคุณ เชอรี่-วิภานี
By
TAI2U
|
วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
อ่านเพิ่มเติม »
ที่ทำงานมีความเครียดสูง บ้านอยู่ไกลจากที่ทำงาน อยากลองออกมาทำธุรกิจของตนเอง ฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลใดก็ตาม มีหลายคนเลือกที่จะทำงานอยู่ที่บ้าน ทั้งการเปิดบ้านให้เป็นที่ทำงาน และการเป็นฟรีแลนซ์ ซึ่ง เชอรี่-วิภานี กาญจนาภิญโญกุล ก็เป็นหนึ่งในนั้น
ที่ทำงานมีความเครียดสูง บ้านอยู่ไกลจากที่ทำงาน อยากลองออกมาทำธุรกิจของตนเอง ฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลใดก็ตาม มีหลายคนเลือกที่จะทำงานอยู่ที่บ้าน ทั้งการเปิดบ้านให้เป็นที่ทำงาน และการเป็นฟรีแลนซ์ ซึ่ง เชอรี่-วิภานี กาญจนาภิญโญกุล ก็เป็นหนึ่งในนั้น
etsy ของคุณ เชอรี่-วิภานี
Posted by : TAI2U on :วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 With 0ความคิดเห็นพวงกุญแจ การ์ตูน งานแฮนด์เมดทำเงิน
By
TAI2U
|
วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2558
อ่านเพิ่มเติม »
ด้วยไอเดียผสมผสานกับจินตนาการใหม่ สามารถสร้างสรรค์ผลงานชิ้นโบว์แดงได้ เช่นเดียวกับเจ้าของธุรกิจพวงกุญแจงานไม้หน้าการ์ตูน “วิว” นางสาวสุพิศ อาจหาญ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาหัตถกรรม คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ที่มักจะใช้เวลาว่างหลังเลิกเรียนบรรจงทำงานมือที่ใส่ไอเดียและความรัก สร้างรายได้ให้กับตัวเอง
พวงกุญแจ การ์ตูน งานแฮนด์เมดทำเงิน
Posted by : TAI2U on :วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2558 With 0ความคิดเห็นHOLY หินสีนำโชค ธุรกิจมาแรง
By
TAI2U
|
วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
อ่านเพิ่มเติม »
สำหรับความร้อนแรง และพลังแห่งความศรัทธาเพื่อเสริมดวงของเครื่องประดับหินสี นี่เอง เป็นแรงส่งให้เกิดผู้ประกอบการรายย่อยหน้าใหม่พาเหรดเข้ามาในช่องทางการขายผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นจำนวนมาก ครั้งนี้เราลองมาดูกันว่า ความสำเร็จของเขาเหล่านั้นมีมากแค่ไหน วันนี้ มีโอกาสพูดคุยกับเจ้าของเครื่องประดับหินสี ที่ใช้ชื่อว่า “HOLY” สร้อยข้อมือหินนำโชค ภายใต้สัญลักษณ์ปีกนก
HOLY หินสีนำโชค ธุรกิจมาแรง
Posted by : TAI2U on :วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 With 0ความคิดเห็นร่มกระดาษจิ๋ว รายได้ดี
By
TAI2U
|
วันพุธที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2557
อ่านเพิ่มเติม »
พลิกแพลง-ดัดแปลง เป็นคาถาศักดิ์สิทธ์สำหรับคนทำงานประดิษฐ์-งาน ฝีมือ อย่างเจ้าของงานฝีมือรายนี้ แม้จะยึดอาชีพนี้มาเกือบ 30 ปี แต่ก็ยังขายงานได้เรื่อย ๆ แม้ในยามเศรษฐกิจตกสะเก็ด เหตุเพราะรู้จักพัฒนาผลงานไม่ให้ย่ำอยู่กับที่ จนมี ช่องทางทำกิน ด้วยอาชีพทำ ร่มกระดาษ ขาย อย่างต่อเนื่อง
รำพึง ซื่อต่อวงษ์ เจ้าของงานประดิษฐ์หัตถศิลป์ร่มกระดาษ เล่าว่า ยึดอาชีพทำงานฝีมือนี้มาตั้งแต่ปี 2523 โดยเริ่มจากการทำร่มกระดาษขนาดใหญ่ ก่อนจะลดไซส์ ลดขนาดของร่มลงมาเรื่อย ๆ เนื่องจากมองเห็นช่องว่างการตลาด และมองเห็นโอกาสจากความต้องการของลูกค้าที่ต้องการสินค้าที่มีความสะดวกใน การพกพา จนกลายเป็นงานหัตถกรรมร่มกระดาษประยุกต์ในปัจจุบัน เจ้าของงานฝีมือรายนี้เคยทำงานเป็นพนักงานบริษัทมาก่อน โดยใช้เวลาว่างหาความรู้เกี่ยวกับงานประดิษฐ์กระดาษเนื่องจากสนใจและชอบเป็น พิเศษ หลังฝึกหัดอยู่นานจนเชี่ยวชาญเทคนิคการทำร่มกระดาษ ก็ทดลองทำออกจำหน่าย ปรากฏว่าได้รับการตอบรับดี ต่อมาจึงลาออกจากงานประจำมาทำอาชีพนี้โดยตรง เริ่มจากทำร่มกระดาษใหญ่ก่อน ต่อมาคิดว่าลูกค้าน่าจะอยากได้สินค้าขนาดเล็กลง เพื่อสะดวกในการซื้อ การพกพา และใช้เป็นของที่ระลึก จากนั้นก็พัฒนามาเรื่อย ๆ จนปัจจุบันนอกจากจะได้ลูกค้ากลุ่มของขวัญของที่ระลึกแล้ว ยังมีกลุ่มชอบสินค้ามงคล ซึ่งลูกค้าหลายรายซื้อไปเพราะถือเคล็ดว่า มีร่ม จะร่มเย็น
รำพึงบอกว่า ร่มใหญ่จะมีขั้นตอนมากกว่าร่มจิ๋ว ส่วนข้อแตกต่างระหว่างร่มกระดาษสา กับร่มกระดาษของเธอนั้น ร่มกระดาษสาจะทำจากกระดาษชิ้นเดียว ขณะที่ร่มของเธอเกิดจากการนำกระดาษหลายชิ้นมาต่อร้อยเข้าด้วยกัน และลวดลายร่มกระดาษสาจะเกิดจากการวาดหรือเพ้นท์ แต่ลวดลายร่มกระดาษของเธอเกิดจากกระดาษที่นำมาพับซ้อน โดยร่มกระดาษ 1 คันจะต้องใช้กระดาษประมาณ 60-90 ชิ้น ขึ้นกับแบบและขนาด
สินค้าของรำพึงในปัจจุบัน มีมากมายหลายแบบ ขึ้นอยู่กับกระดาษ แต่ขนาดหลัก ๆ จะมี 3 ขนาดคือ ขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 20 นิ้ว, ขนาดกลาง เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 นิ้ว และขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 นิ้ว ส่วนราคาขาย หากเป็นร่มกระดาษเดี่ยว เริ่มตั้งแต่ 60-600 บาท, ร่มกระดาษชุด 250-650 บาท โดยราคาจะสูงหรือต่ำขึ้นกับส่วนประกอบ องค์ประกอบที่ใช้ในการตกแต่ง
ทุนเบื้องต้นสำหรับการทำร่มกระดาษแบบนี้ เจ้าของงานบอกว่า ใช้ไม่มาก อยู่ที่ประมาณ 2,000-5,000 บาท ขณะที่ทุนวัตถุดิบหรือทุนวัสดุในการทำ อยู่ที่ประมาณ 60% ของราคาขาย
วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้
กระดาษอาร์ทผิวมัน, ไม้กลึง (สำหรับใช้ทำด้ามร่ม), ไม้จิ้มผลไม้ (สำหรับใช้ทำก้านร่ม), กรรไกร, คัทเตอร์, ไม้บรรทัด, กาวใส, เอ็นใส และเข็มสำหรับร้อยเอ็น โดยสามารถหาซื้อได้ทั่วไป
ขั้นตอนการทำ ร่มกระดาษจิ๋ว
เริ่มจากนำกระดาษที่เลือกลายไว้มาทำการวัดขนาดตามต้องการ โดยการเลือกกระดาษจะพิจารณาจากลายก่อน หากทำ ร่มกระดาษจิ๋ว แบบลายดาว ก็ต้องนำกระดาษที่เลือกไว้มาตีตารางตามสเกลหรือขนาดที่ด้านหลัง วัดให้แต่ละจุดห่างกันราว 1 มิลลิเมตร เพื่อให้เกิดช่องไฟระหว่างตัวร่ม
จากนั้นทำการตัดกระดาษตามตารางที่ได้วาดไว้ โดยการทำร่มกระดาษ 1 คันจะใช้กระดาษ (ขนาดมาตรฐานกระดาษห่อของขวัญ) ประมาณ 5-10 แผ่น เมื่อได้กระดาษเป็นแผ่น ๆ แล้ว ให้นำมาทำการพับทบเฉียงเข้าด้วยกัน โดยแต่ละแผ่นพับประมาณ 4 ทบ เมื่อพับได้ครบตามจำนวนที่ต้องการแล้ว นำมาทำการเจาะรู
ขั้นต่อไป ทำการเย็บเส้นเอ็นที่ด้านบนสุดของกระดาษ เพื่อร้อยกระดาษเข้ารวมกันเป็นตัวร่ม โดยขั้นตอนนี้จำเป็นต้องระมัดระวัง และต้องใช้ความชำนาญในการดึงเส้นเอ็น เพราะหากดึงแรง หรือดึงเบาไป จะทำให้ทรงของร่มไม่งุ้มโค้งได้รูปอย่างที่ต้องการ
ขั้นตอนการประกอบด้ามร่ม โดยทำการติดด้ามร่มด้วยการเสียบด้ามร่มที่ทำจากไม้กลึง โดยแทงจากด้านบนของร่มลงมา จากนั้นทำการอัดกาวใสด้านในของตัวร่ม ทิ้งไว้ให้แห้งสนิทโดยใช้เวลาประมาณ 1 วัน จากนั้นนำไม้จิ้มผลไม้ที่เตรียมไว้ ซึ่งผ่านขั้นตอนการเหลา และย้อมสีมาเรียบร้อยแล้ว มาติดบริเวณส่วนปลายด้านล่างของร่มด้วยกาวใสเพื่อทำเป็นก้านร่ม ทิ้งไว้ให้แห้ง เมื่อแห้งดีแล้วจึงนำมาประกอบเข้ากับวัสดุตกแต่งอื่น ๆ ตามไอเดีย เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำ “ร่มกระดาษจิ๋ว”
ประสบการณ์จากการทำอาชีพนี้มาเกือบ 30 ปี พูดได้เลยว่าถ้ามีไอเดีย มีความคิดสร้างสรรค์ ขยันพัฒนางานอยู่เรื่อย ๆ ได้ตังค์ใช้ต่อเนื่องแน่นอน เจ้าของงานประดิษฐ์ร่มกระดาษบอก
ใครสนใจผลงาน ร่มกระดาษ ของรำพึง ที่มีทั้งแบบจิ๋วและไม่จิ๋ว ติดต่อได้ที่ กลุ่มหัตถกรรมร่มกระดาษคันนายาว เลขที่ 53 ถนนรามอินทรา แขวงคันนายาว เขตคันนายาว กรุงเทพฯ โทร.08-3884-0765, 08-7996-2163 หรือใครสนใจอยากจะฝึกหัดทำ ก็ลองสอบถามกันได้โดยตรง
คู่มือลงทุน ร่มกระดาษจิ๋ว
ทุนเบื้องต้น 2,000-5,000 บาท
ทุนวัสดุ ประมาณ 60% ของราคา
รายได้ ราคาคันละ 60-650 บาท
แรงงาน 1 คนขึ้นไป
ตลาด แหล่งท่องเที่ยว, ร้านของที่ระลึก
จุดน่าสนใจ ลงทุนไม่สูง, ลูกค้ามีหลายกลุ่ม
ที่มา...http://www.dailynews.co.th/
พลิกแพลง-ดัดแปลง เป็นคาถาศักดิ์สิทธ์สำหรับคนทำงานประดิษฐ์-งาน ฝีมือ อย่างเจ้าของงานฝีมือรายนี้ แม้จะยึดอาชีพนี้มาเกือบ 30 ปี แต่ก็ยังขายงานได้เรื่อย ๆ แม้ในยามเศรษฐกิจตกสะเก็ด เหตุเพราะรู้จักพัฒนาผลงานไม่ให้ย่ำอยู่กับที่ จนมี ช่องทางทำกิน ด้วยอาชีพทำ ร่มกระดาษ ขาย อย่างต่อเนื่อง
รำพึง ซื่อต่อวงษ์ เจ้าของงานประดิษฐ์หัตถศิลป์ร่มกระดาษ เล่าว่า ยึดอาชีพทำงานฝีมือนี้มาตั้งแต่ปี 2523 โดยเริ่มจากการทำร่มกระดาษขนาดใหญ่ ก่อนจะลดไซส์ ลดขนาดของร่มลงมาเรื่อย ๆ เนื่องจากมองเห็นช่องว่างการตลาด และมองเห็นโอกาสจากความต้องการของลูกค้าที่ต้องการสินค้าที่มีความสะดวกใน การพกพา จนกลายเป็นงานหัตถกรรมร่มกระดาษประยุกต์ในปัจจุบัน เจ้าของงานฝีมือรายนี้เคยทำงานเป็นพนักงานบริษัทมาก่อน โดยใช้เวลาว่างหาความรู้เกี่ยวกับงานประดิษฐ์กระดาษเนื่องจากสนใจและชอบเป็น พิเศษ หลังฝึกหัดอยู่นานจนเชี่ยวชาญเทคนิคการทำร่มกระดาษ ก็ทดลองทำออกจำหน่าย ปรากฏว่าได้รับการตอบรับดี ต่อมาจึงลาออกจากงานประจำมาทำอาชีพนี้โดยตรง เริ่มจากทำร่มกระดาษใหญ่ก่อน ต่อมาคิดว่าลูกค้าน่าจะอยากได้สินค้าขนาดเล็กลง เพื่อสะดวกในการซื้อ การพกพา และใช้เป็นของที่ระลึก จากนั้นก็พัฒนามาเรื่อย ๆ จนปัจจุบันนอกจากจะได้ลูกค้ากลุ่มของขวัญของที่ระลึกแล้ว ยังมีกลุ่มชอบสินค้ามงคล ซึ่งลูกค้าหลายรายซื้อไปเพราะถือเคล็ดว่า มีร่ม จะร่มเย็น
รำพึงบอกว่า ร่มใหญ่จะมีขั้นตอนมากกว่าร่มจิ๋ว ส่วนข้อแตกต่างระหว่างร่มกระดาษสา กับร่มกระดาษของเธอนั้น ร่มกระดาษสาจะทำจากกระดาษชิ้นเดียว ขณะที่ร่มของเธอเกิดจากการนำกระดาษหลายชิ้นมาต่อร้อยเข้าด้วยกัน และลวดลายร่มกระดาษสาจะเกิดจากการวาดหรือเพ้นท์ แต่ลวดลายร่มกระดาษของเธอเกิดจากกระดาษที่นำมาพับซ้อน โดยร่มกระดาษ 1 คันจะต้องใช้กระดาษประมาณ 60-90 ชิ้น ขึ้นกับแบบและขนาด
สินค้าของรำพึงในปัจจุบัน มีมากมายหลายแบบ ขึ้นอยู่กับกระดาษ แต่ขนาดหลัก ๆ จะมี 3 ขนาดคือ ขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 20 นิ้ว, ขนาดกลาง เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 นิ้ว และขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 นิ้ว ส่วนราคาขาย หากเป็นร่มกระดาษเดี่ยว เริ่มตั้งแต่ 60-600 บาท, ร่มกระดาษชุด 250-650 บาท โดยราคาจะสูงหรือต่ำขึ้นกับส่วนประกอบ องค์ประกอบที่ใช้ในการตกแต่ง
ทุนเบื้องต้นสำหรับการทำร่มกระดาษแบบนี้ เจ้าของงานบอกว่า ใช้ไม่มาก อยู่ที่ประมาณ 2,000-5,000 บาท ขณะที่ทุนวัตถุดิบหรือทุนวัสดุในการทำ อยู่ที่ประมาณ 60% ของราคาขาย
วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้
กระดาษอาร์ทผิวมัน, ไม้กลึง (สำหรับใช้ทำด้ามร่ม), ไม้จิ้มผลไม้ (สำหรับใช้ทำก้านร่ม), กรรไกร, คัทเตอร์, ไม้บรรทัด, กาวใส, เอ็นใส และเข็มสำหรับร้อยเอ็น โดยสามารถหาซื้อได้ทั่วไป
ขั้นตอนการทำ ร่มกระดาษจิ๋ว
เริ่มจากนำกระดาษที่เลือกลายไว้มาทำการวัดขนาดตามต้องการ โดยการเลือกกระดาษจะพิจารณาจากลายก่อน หากทำ ร่มกระดาษจิ๋ว แบบลายดาว ก็ต้องนำกระดาษที่เลือกไว้มาตีตารางตามสเกลหรือขนาดที่ด้านหลัง วัดให้แต่ละจุดห่างกันราว 1 มิลลิเมตร เพื่อให้เกิดช่องไฟระหว่างตัวร่ม
จากนั้นทำการตัดกระดาษตามตารางที่ได้วาดไว้ โดยการทำร่มกระดาษ 1 คันจะใช้กระดาษ (ขนาดมาตรฐานกระดาษห่อของขวัญ) ประมาณ 5-10 แผ่น เมื่อได้กระดาษเป็นแผ่น ๆ แล้ว ให้นำมาทำการพับทบเฉียงเข้าด้วยกัน โดยแต่ละแผ่นพับประมาณ 4 ทบ เมื่อพับได้ครบตามจำนวนที่ต้องการแล้ว นำมาทำการเจาะรู
ขั้นต่อไป ทำการเย็บเส้นเอ็นที่ด้านบนสุดของกระดาษ เพื่อร้อยกระดาษเข้ารวมกันเป็นตัวร่ม โดยขั้นตอนนี้จำเป็นต้องระมัดระวัง และต้องใช้ความชำนาญในการดึงเส้นเอ็น เพราะหากดึงแรง หรือดึงเบาไป จะทำให้ทรงของร่มไม่งุ้มโค้งได้รูปอย่างที่ต้องการ
ขั้นตอนการประกอบด้ามร่ม โดยทำการติดด้ามร่มด้วยการเสียบด้ามร่มที่ทำจากไม้กลึง โดยแทงจากด้านบนของร่มลงมา จากนั้นทำการอัดกาวใสด้านในของตัวร่ม ทิ้งไว้ให้แห้งสนิทโดยใช้เวลาประมาณ 1 วัน จากนั้นนำไม้จิ้มผลไม้ที่เตรียมไว้ ซึ่งผ่านขั้นตอนการเหลา และย้อมสีมาเรียบร้อยแล้ว มาติดบริเวณส่วนปลายด้านล่างของร่มด้วยกาวใสเพื่อทำเป็นก้านร่ม ทิ้งไว้ให้แห้ง เมื่อแห้งดีแล้วจึงนำมาประกอบเข้ากับวัสดุตกแต่งอื่น ๆ ตามไอเดีย เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำ “ร่มกระดาษจิ๋ว”
ประสบการณ์จากการทำอาชีพนี้มาเกือบ 30 ปี พูดได้เลยว่าถ้ามีไอเดีย มีความคิดสร้างสรรค์ ขยันพัฒนางานอยู่เรื่อย ๆ ได้ตังค์ใช้ต่อเนื่องแน่นอน เจ้าของงานประดิษฐ์ร่มกระดาษบอก
ใครสนใจผลงาน ร่มกระดาษ ของรำพึง ที่มีทั้งแบบจิ๋วและไม่จิ๋ว ติดต่อได้ที่ กลุ่มหัตถกรรมร่มกระดาษคันนายาว เลขที่ 53 ถนนรามอินทรา แขวงคันนายาว เขตคันนายาว กรุงเทพฯ โทร.08-3884-0765, 08-7996-2163 หรือใครสนใจอยากจะฝึกหัดทำ ก็ลองสอบถามกันได้โดยตรง
คู่มือลงทุน ร่มกระดาษจิ๋ว
ทุนเบื้องต้น 2,000-5,000 บาท
ทุนวัสดุ ประมาณ 60% ของราคา
รายได้ ราคาคันละ 60-650 บาท
แรงงาน 1 คนขึ้นไป
ตลาด แหล่งท่องเที่ยว, ร้านของที่ระลึก
จุดน่าสนใจ ลงทุนไม่สูง, ลูกค้ามีหลายกลุ่ม
ที่มา...http://www.dailynews.co.th/
ร่มกระดาษจิ๋ว รายได้ดี
Posted by : TAI2U on :วันพุธที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2557 With 0ความคิดเห็นTag :
งานประดิษฐ์,
handmade
ปั้นกระดาษเป็นเงิน
By
TAI2U
|
วันศุกร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2557
อ่านเพิ่มเติม »
วัสดุเหลือใช้อย่าง “เศษกระดาษ” เป็นวัสดุอีกชนิดที่คนนิยมนำมาผลิตชิ้นงาน ต่อยอดพัฒนาจนเกิดเป็นสินค้าได้หลากหลาย ขึ้นกับเทคนิควิธีการของแต่ละคนที่จะคิดค้นขึ้น ยิ่งถ้าหากรวมเข้ากับไอเดียเจ๋ง ๆ โดนใจ ก็ไม่ยากที่จะกลายเป็นสินค้าทำเงิน อย่างเช่นงาน ’ปั้นกระดาษเลียนแบบงานโลหะ“ ของ “สมยศ สวัสดี” ที่ทีม ’ช่องทางทำกิน“ นำมาเสนอให้พิจารณากัน...
สมยศ เจ้าของผลงานงานปั้นกระดาษเลียนแบบวัสดุโลหะ โดยใช้ชื่อสินค้า Re Born เล่าว่า เรียนจบทางด้านศิลปะโดยเฉพาะ เกี่ยวกับงานปั้นและงานประติมากรรม หลังจบก็เข้าทำงานในบริษัทโฆษณา ก่อนพลิกผันหันมาทำธุรกิจงานฝีมือของตัวเอง โดยเน้นที่งานปั้น งานประติมากรรมเลียนแบบโลหะ ด้วยวิธีการและเทคนิคเฉพาะ จนดูเผิน ๆ บางคนนึกว่าทำจากโลหะหรือสำริด ซึ่งเขาบอกว่าเป็นเทคนิคที่เรียกว่า เปเปอร์ สครัปเจอร์ (Paper Scrupture) นำกระดาษเหลือใช้มาผ่านกระบวนการจนได้เยื่อกระดาษหรือก้อนกระดาษที่มีลักษณะที่อ่อนนุ่มคล้ายดินเหนียว จากนั้นจึงนำมาปั้นหรือขึ้นรูปชิ้นงาน ซึ่งกระดาษที่นำมาใช้ได้นั้น มีทั้งกระดาษเอ 4, กระดาษสา, กระดาษหนังสือพิมพ์, กระดาษนิตยสาร
“กระดาษแต่ละชนิดก็จะมีลักษณะแตกต่างกัน และเหมาะกับการใช้งานที่ต่างกันไป เช่น กระดาษสา จะมีเนื้อเยื่อและเส้นใยที่เหนียว เหมาะกับการใช้ปั้นงานที่ต้องการความแข็งแรง กระดาษกล่อง มีความเปื่อยยุ่ยมาก เหมาะใช้ปั้นงานที่ต้องการรายละเอียด” สมยศกล่าว
ชิ้นงานที่ทำขึ้นไม่ธรรมดา มีรางวัลหลายเวทีการันตี ส่วนการจำหน่าย สมยศบอกว่า จำหน่ายผลงานในรูปแบบร้านออนไลน์เป็นหลัก ทั้งเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก คือ www.reborn2009.com และ www.facebook.com/pages/Reborn2009 ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ
“ได้แรงบันดาลใจมาตั้งแต่ตอนเรียนศิลปะที่ต้องทำงานประติมากรรมโลหะ แต่งานโลหะจะมีกระบวนการที่ยุ่งยาก ต้นทุนผลิตสูง จึงมองหาวัสดุใกล้ตัวที่หาง่าย ราคาถูก มาทดแทน จึงมาลงตัวที่เศษกระดาษเหลือใช้”
สมยศ กล่าวต่อไปว่า ชิ้นงานที่ทำขึ้น มีตั้งแต่งานศิลปะ, ของตกแต่ง จนถึงของใช้ภายในบ้าน ทั้งนี้ นอกจากเศษกระดาษที่ถูกนำมาใช้เป็นวัสดุหลักแล้ว ยังนำวัสดุเหลือใช้อื่น ๆ เช่น กล่องกระดาษ, ขวดพลาสติก, ขวดแก้ว, ลวดเก่า ๆ มาใช้ประกอบชิ้นงานด้วย เพื่อชูจุดขายเป็นสินค้าที่ช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือ กรีน โปรดักท์ (Green Product)
จุดเด่นของชิ้นงาน นอกจากมีน้ำหนักเบากว่างานที่ทำขึ้นจากโลหะและสำริดแล้ว ชิ้นงานก็ยังมีลักษณะเฉพาะไม่เหมือนใคร ด้วยเทคนิคการใช้สีตกแต่งชิ้นงาน ด้วยการพยายามทำสีเลียนแบบ “สีของโลหะ” อาทิ ทอง, เงิน, ทองเหลือง, ทองแดง แต่สีที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์เป็นที่ชื่นชอบมากของลูกค้าคือการเลียนแบบ “สีสนิมเขียว” ซึ่งเป็นธรรมชาติ และทำให้ชิ้นงานใกล้เคียงกับงานจากโลหะจริงมากที่สุด
สีหลัก ๆ ที่ใช้ตกแต่ง คือ สีอะคริลิก และสีน้ำมัน ส่วนรูปแบบมีทั้งงานเลียนแบบของเก่า และมีทั้งงานศิลปะที่ออกแบบจากจินตนาการของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นประติมากรรมรูปลอย รวมถึงเครื่องใช้ต่าง ๆ เช่น กระจก เชิงเทียน ถาดใส่ของ” สมยศกล่าว
ทุนเบื้องต้น ใช้เงินลงทุนประมาณ 15,000 บาท ส่วนทุนวัสดุ อยู่ที่ประมาณ 40% จากราคา ซึ่งราคาขายอยู่ที่ 200 บาท ไปจนถึง 6,000 บาท ขึ้นอยู่กับรูปแบบชิ้นงาน ขณะที่วัสดุอุปกรณ์นั้น ประกอบด้วย เศษกระดาษเหลือใช้, สีอะคริลิก, สีน้ำมัน, พู่กัน, ซีเมนต์สำเร็จรูป, กาวลาเท็กซ์, แปรง, เกรียง เครื่องปั่น, และวัสดุตกแต่งชิ้นงานตามต้องการ
ขั้นตอนการทำ การแปรรูปเศษกระดาษเพื่อนำมาใช้เป็นวัสดุปั้น เริ่มจากนำเศษกระดาษไปแช่น้ำให้นิ่ม โดยอาจแช่ทิ้งค้างคืนไว้ก่อนประมาณ 1-2 คืน จากนั้นนำกระดาษที่ได้มาใส่เข้าเครื่องปั่นให้เนื้อกระดาษละเอียด ต่อมาให้นำไปผสมกับกาวลาเท็กซ์ และปูนซีเมนต์ ทำการนวดส่วนผสมทั้งหมดให้เป็นเนื้อเดียวกัน นวดต่อไปเรื่อย ๆ จนรู้สึกได้ว่าเศษกระดาษนั้นมีความเหนียวนุ่มและอ่อนตัวคล้ายดินเหนียว จึงสามารถใช้ปั้นเป็นรูปทรงต่าง ๆ ตามความต้องการ
เมื่อปั้นเสร็จแล้ว ตั้งทิ้งไว้ให้แห้ง จากนั้นทำการลงสีด้วยสีน้ำมันกับสีอะคริลิก ทำการตกแต่งชิ้นงานตามที่ต้องการ เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำงานจากเศษกระดาษเหลือใช้
สมยศ กล่าวว่า เทคนิคที่ใช้ ไม่ได้เป็นสิ่งแปลกใหม่ เพราะมีการใช้มานานแล้ว แต่เคล็ดลับขึ้นอยู่กับ “เทคนิคเฉพาะตัว” หรืออยู่ที่ “การผสมวัสดุ” ที่จะทำให้ได้เนื้อวัสดุที่เหมาะสำหรับใช้ในการปั้นงานได้อย่างเหมาะสม ต้องมีความเหนียวกำลังดี ไม่แข็งหรือนิ่มเกินไป อีกทั้งรักษาความชุ่มชื้นได้ในระยะเวลากำลังดี พอสำหรับขั้นตอนการปั้น
ใครสนใจงาน ’ปั้นกระดาษเลียนแบบงานโลหะ“ ที่ทีม ’ช่องทางทำกิน“ นำมาเสนอในวันนี้ ต้องการจะติดต่อ ก็ติดต่อได้ที่ โทร. 08-9963-6835 หรือตามที่อยู่ทั้งเว็บไซต์และเฟซบุ๊กข้างต้น ถ้าใครสนใจอยากเรียนรู้เทคนิคการทำแบบลงลึกก็สามารถสอบถามได้โดยตรงจากเจ้าของผลงาน ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งชิ้นงานจากเศษวัสดุเหลือใช้ที่น่าสนใจ.
ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ :เรื่อง-ภาพ
ที่มา...http://www.dailynews.co.th/
สมยศ เจ้าของผลงานงานปั้นกระดาษเลียนแบบวัสดุโลหะ โดยใช้ชื่อสินค้า Re Born เล่าว่า เรียนจบทางด้านศิลปะโดยเฉพาะ เกี่ยวกับงานปั้นและงานประติมากรรม หลังจบก็เข้าทำงานในบริษัทโฆษณา ก่อนพลิกผันหันมาทำธุรกิจงานฝีมือของตัวเอง โดยเน้นที่งานปั้น งานประติมากรรมเลียนแบบโลหะ ด้วยวิธีการและเทคนิคเฉพาะ จนดูเผิน ๆ บางคนนึกว่าทำจากโลหะหรือสำริด ซึ่งเขาบอกว่าเป็นเทคนิคที่เรียกว่า เปเปอร์ สครัปเจอร์ (Paper Scrupture) นำกระดาษเหลือใช้มาผ่านกระบวนการจนได้เยื่อกระดาษหรือก้อนกระดาษที่มีลักษณะที่อ่อนนุ่มคล้ายดินเหนียว จากนั้นจึงนำมาปั้นหรือขึ้นรูปชิ้นงาน ซึ่งกระดาษที่นำมาใช้ได้นั้น มีทั้งกระดาษเอ 4, กระดาษสา, กระดาษหนังสือพิมพ์, กระดาษนิตยสาร
“กระดาษแต่ละชนิดก็จะมีลักษณะแตกต่างกัน และเหมาะกับการใช้งานที่ต่างกันไป เช่น กระดาษสา จะมีเนื้อเยื่อและเส้นใยที่เหนียว เหมาะกับการใช้ปั้นงานที่ต้องการความแข็งแรง กระดาษกล่อง มีความเปื่อยยุ่ยมาก เหมาะใช้ปั้นงานที่ต้องการรายละเอียด” สมยศกล่าว
ชิ้นงานที่ทำขึ้นไม่ธรรมดา มีรางวัลหลายเวทีการันตี ส่วนการจำหน่าย สมยศบอกว่า จำหน่ายผลงานในรูปแบบร้านออนไลน์เป็นหลัก ทั้งเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก คือ www.reborn2009.com และ www.facebook.com/pages/Reborn2009 ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ
“ได้แรงบันดาลใจมาตั้งแต่ตอนเรียนศิลปะที่ต้องทำงานประติมากรรมโลหะ แต่งานโลหะจะมีกระบวนการที่ยุ่งยาก ต้นทุนผลิตสูง จึงมองหาวัสดุใกล้ตัวที่หาง่าย ราคาถูก มาทดแทน จึงมาลงตัวที่เศษกระดาษเหลือใช้”
สมยศ กล่าวต่อไปว่า ชิ้นงานที่ทำขึ้น มีตั้งแต่งานศิลปะ, ของตกแต่ง จนถึงของใช้ภายในบ้าน ทั้งนี้ นอกจากเศษกระดาษที่ถูกนำมาใช้เป็นวัสดุหลักแล้ว ยังนำวัสดุเหลือใช้อื่น ๆ เช่น กล่องกระดาษ, ขวดพลาสติก, ขวดแก้ว, ลวดเก่า ๆ มาใช้ประกอบชิ้นงานด้วย เพื่อชูจุดขายเป็นสินค้าที่ช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือ กรีน โปรดักท์ (Green Product)
จุดเด่นของชิ้นงาน นอกจากมีน้ำหนักเบากว่างานที่ทำขึ้นจากโลหะและสำริดแล้ว ชิ้นงานก็ยังมีลักษณะเฉพาะไม่เหมือนใคร ด้วยเทคนิคการใช้สีตกแต่งชิ้นงาน ด้วยการพยายามทำสีเลียนแบบ “สีของโลหะ” อาทิ ทอง, เงิน, ทองเหลือง, ทองแดง แต่สีที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์เป็นที่ชื่นชอบมากของลูกค้าคือการเลียนแบบ “สีสนิมเขียว” ซึ่งเป็นธรรมชาติ และทำให้ชิ้นงานใกล้เคียงกับงานจากโลหะจริงมากที่สุด
สีหลัก ๆ ที่ใช้ตกแต่ง คือ สีอะคริลิก และสีน้ำมัน ส่วนรูปแบบมีทั้งงานเลียนแบบของเก่า และมีทั้งงานศิลปะที่ออกแบบจากจินตนาการของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นประติมากรรมรูปลอย รวมถึงเครื่องใช้ต่าง ๆ เช่น กระจก เชิงเทียน ถาดใส่ของ” สมยศกล่าว
ทุนเบื้องต้น ใช้เงินลงทุนประมาณ 15,000 บาท ส่วนทุนวัสดุ อยู่ที่ประมาณ 40% จากราคา ซึ่งราคาขายอยู่ที่ 200 บาท ไปจนถึง 6,000 บาท ขึ้นอยู่กับรูปแบบชิ้นงาน ขณะที่วัสดุอุปกรณ์นั้น ประกอบด้วย เศษกระดาษเหลือใช้, สีอะคริลิก, สีน้ำมัน, พู่กัน, ซีเมนต์สำเร็จรูป, กาวลาเท็กซ์, แปรง, เกรียง เครื่องปั่น, และวัสดุตกแต่งชิ้นงานตามต้องการ
ขั้นตอนการทำ การแปรรูปเศษกระดาษเพื่อนำมาใช้เป็นวัสดุปั้น เริ่มจากนำเศษกระดาษไปแช่น้ำให้นิ่ม โดยอาจแช่ทิ้งค้างคืนไว้ก่อนประมาณ 1-2 คืน จากนั้นนำกระดาษที่ได้มาใส่เข้าเครื่องปั่นให้เนื้อกระดาษละเอียด ต่อมาให้นำไปผสมกับกาวลาเท็กซ์ และปูนซีเมนต์ ทำการนวดส่วนผสมทั้งหมดให้เป็นเนื้อเดียวกัน นวดต่อไปเรื่อย ๆ จนรู้สึกได้ว่าเศษกระดาษนั้นมีความเหนียวนุ่มและอ่อนตัวคล้ายดินเหนียว จึงสามารถใช้ปั้นเป็นรูปทรงต่าง ๆ ตามความต้องการ
เมื่อปั้นเสร็จแล้ว ตั้งทิ้งไว้ให้แห้ง จากนั้นทำการลงสีด้วยสีน้ำมันกับสีอะคริลิก ทำการตกแต่งชิ้นงานตามที่ต้องการ เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำงานจากเศษกระดาษเหลือใช้
สมยศ กล่าวว่า เทคนิคที่ใช้ ไม่ได้เป็นสิ่งแปลกใหม่ เพราะมีการใช้มานานแล้ว แต่เคล็ดลับขึ้นอยู่กับ “เทคนิคเฉพาะตัว” หรืออยู่ที่ “การผสมวัสดุ” ที่จะทำให้ได้เนื้อวัสดุที่เหมาะสำหรับใช้ในการปั้นงานได้อย่างเหมาะสม ต้องมีความเหนียวกำลังดี ไม่แข็งหรือนิ่มเกินไป อีกทั้งรักษาความชุ่มชื้นได้ในระยะเวลากำลังดี พอสำหรับขั้นตอนการปั้น
ใครสนใจงาน ’ปั้นกระดาษเลียนแบบงานโลหะ“ ที่ทีม ’ช่องทางทำกิน“ นำมาเสนอในวันนี้ ต้องการจะติดต่อ ก็ติดต่อได้ที่ โทร. 08-9963-6835 หรือตามที่อยู่ทั้งเว็บไซต์และเฟซบุ๊กข้างต้น ถ้าใครสนใจอยากเรียนรู้เทคนิคการทำแบบลงลึกก็สามารถสอบถามได้โดยตรงจากเจ้าของผลงาน ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งชิ้นงานจากเศษวัสดุเหลือใช้ที่น่าสนใจ.
ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ :เรื่อง-ภาพ
ที่มา...http://www.dailynews.co.th/
← Prev














